ธรรมเรือจ้าง
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรม เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่มีบุญมีกุศลมากมายมหาศาล เพราะการเกิดเป็นมนุษย์นี้แสนยาก ไม่มีอำนาจวาสนาเราไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์นะ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นสัตว์นรก เกิดเป็นร้อยแปดพันเก้า เกิดซ้ำเกิดซาก เกิดซ้ำเกิดซาก
ครูบาอาจารย์ของเรานะ เวลาไปบิณฑบาตไง เห็นชาวป่าชาวเขาเขาเอาเนื้อหมูป่ามาใส่บาตร ท่านไม่รับ ท่านบอกว่า นั่นน่ะอดีตชาติแม่ของท่านมาเกิดเป็นหมู ท่านรู้ของท่านไง แต่เรารู้ได้อย่างไร เราไม่รู้เรื่องสิ่งอย่างนี้อยู่แล้ว
ถ้าเราไม่รู้เรื่องสิ่งนี้อยู่แล้ว เห็นไหม เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนถึงการเวียนว่ายตายเกิด เราจะบอกว่าการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมีจริงหรือไม่มีจริง
มันมีจริงหรือไม่มีจริงมันมีที่หัวใจดวงนี้ไง หัวใจดวงนี้ไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมีจริงที่จิตดวงนี้ มันมีจริงที่ตัวของเรานี่ ถ้ามีจริงที่ในตัวของเรา แต่เราไม่รู้น่ะ เราไม่รู้
ไม่รู้คืออะไร ไม่รู้คืออวิชชา อวิชชาพาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วเกิดมาเกิดมีทิฏฐิมานะ เกิดมาด้วยความอหังการ เกิดมาด้วยความว่าจะครองโลก สิ่งนี้ก็ผลของวัฏฏะไง สิ่งบุญและบาปขับเคลื่อนต่อเนื่องไปไง แล้วมันไม่มีวันที่สิ้นสุดไง
ถ้ามันมีวันที่สิ้นสุด เห็นไหม เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราเกิดมาเป็นชาวพุทธ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เกิดมาแต่เล็กแต่น้อยเราเห็นวัดวาอารามอยู่แล้ว สิ่งที่มีบุญมีอำนาจวาสนาไง ได้เห็นพระๆ เห็นพระคือเห็นสมณะ เห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต ถ้าเห็นสมณะ สมณะโดยสมมุติไง แต่ถ้าเป็นสมณะที่โดยแท้จริงเป็นอริยสงฆ์ บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔
การได้เห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต แต่มงคลชีวิตมันมงคลชีวิตที่ไหนล่ะ
ถ้ามงคลชีวิตมันก็มีศรัทธา มันมีศรัทธา มีการศึกษา มีศึกษา มีการค้นคว้า มีการค้นคว้า ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา นี่ไง มันจะเท่าทันกับจิตดวงนี้ไง มันเท่าทันว่า จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ สิ่งนี้มันมีจริงหรือไม่มีจริง ถ้ามีจริงหรือไม่มีจริง ถ้าเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เวลาปฏิบัติแล้วมันจะเข้าสู่ใจของตน
พอเข้าสู่ใจของตน เห็นไหม พระอรหันต์ระลึกอดีตได้ ๕ ชาติ ๑๐ ชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีต้นไม่มีปลาย แต่ละองค์มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ในธรรมบทมากมายเลย เวลาระลึกอดีตชาติ ถ้ามันเกี่ยวพันกันไป เกิดมาในชาตินี้มาพบกัน สิ่งที่บาดหมางกัน ทำไมมันเป็นอย่างนี้ๆ ไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เขาไม่ได้เกิดมาชาตินี้เป็นอย่างนี้หรอก เขาเป็นอย่างนี้มากี่ภพกี่ชาติแล้ว
นี่ไง ถ้ามันเกิดมากี่ภพกี่ชาติแล้วน่ะ เห็นไหม จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าเกิดมาในภพชาตินี้มีอำนาจวาสนาของเราไง ถ้ามีอำนาจวาสนาของเรานะ เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราไง การที่จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง
เวลานับถือพระพุทธศาสนาก็นับถือตามทะเบียนบ้าน นับถือพระพุทธศาสนาก็ไปวัดไปวาจะเอาหวยเอาเบอร์ จะเอาแต่เรื่องความที่จะเข้าสู่อบายมุข สู่อบายภูมิ มันไม่เข้าสู่สัจจะเข้าสู่ความจริงไง
ถ้ามันจะเข้าสู่สัจจะ เข้าสู่ความจริง ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันจะเข้าไปสู่ใจของตน ถ้าเข้าไปสู่ใจของตนนะ สิ่งที่ว่าระลึกอดีตชาติได้กี่ชาติ สิ่งที่จิตมีอำนาจวาสนาหรือไม่มีอำนาจวาสนา มันบอกหมดล่ะ มันบอกหมด
เหมือนคนเข็นครกขึ้นภูเขา เวลาคนจะฝึกหัดปฏิบัติเข้าสู่ใจของคนนะ เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา ถ้ามันเหนื่อยมันหอบ ครกมันก็จะกลิ้งทับเราแบนแต๊ดแต๋ มีแต่ความผิดหวัง มีแต่ความล้มลุกคลุกคลาน ไม่มีความสดชื่น ไม่มีความเป็นจริงเป็นจังเลย แต่ถ้าเข็นครกขึ้นภูเขาเวลามันถึงบนเขา เราอยู่เหนือไง เหนือบนยอดเขาไง
นี่เหมือนกัน ถ้าเราทำความสงบของใจเข้ามาๆ ใจสงบระงับแล้ว ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมามันรู้มันเห็นของมันไง มันรู้มันเห็นของมันเพราะอะไร
เวลาครูบาอาจารย์เราที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินะ ถ้าจิตมันไม่มีกำลังๆ มันจะเริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติอย่างใด ถ้าจิตมันไม่มีกำลัง แล้วถ้าจิตมันมีกำลังของมัน ถ้ามันมีกำลังแล้วถ้าไม่มีอำนาจวาสนา เห็นไหม
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระอรหันต์แสนกัป อัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวาต้องสร้างบุญกุศลมามากกว่าพระอรหันต์โดยทั่วไป ถ้ามากกว่าพระอรหันต์โดยทั่วไปเพราะอะไร เพราะมันเป็นสมบัติของเขาไง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะจะมาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “นั่นน่ะอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวาของเรามาแล้ว”
เวลาเทศน์อบรมบ่มเพาะขึ้นมาจนเป็นพระอรหันต์ ตั้งให้เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา สงฆ์ติเตียนไง ถ้าอัครสาวกต้องเป็นพระอัญญาโกณฑัญญะ เพราะเป็นสงฆ์องค์แรกของโลกไง
แต่พระอัญญาโกณฑัญญะเวลาสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วเข้าไปอยู่ในป่าในเขาเลย อยู่องค์เดียว เวลาจะหมดอายุขัยไง มาลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พระไม่รู้จัก “เฮ้ย! นั่นหลวงตามาจากไหนน่ะ”
เวลามาร่ำลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับไปแล้วไง พระถึงได้ถาม “นั่นใครน่ะ”
“เธอไม่รู้จักใช่ไหม นี่พี่ชายคนโต นี่พระอัญญาโกณฑัญญะ”
ถ้าเราคิดเป็นวิทยาศาสตร์เป็นทางโลกก็เป็นแบบนี้ เพราะเรารู้เราเห็นด้วยสายตาของเรา เรารู้เราเห็นด้วยความรู้ของเราที่เราสัมผัสได้
แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก มันไม่ใช่เป็นอย่างนั้น เราไม่ได้ลำเอียงอะไรเลย มันเป็นสมบัติดั้งเดิมของเขา ใครสร้างบุญกุศลมาอย่างใดมันก็จะต้องแบบนั้น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะเขาได้บำเพ็ญเพียรมา ตั้งสัจจะมา จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะปรารถนาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา เขาถึงได้สร้างบุญกุศลของเขามาจนเป็นจริตเป็นนิสัยในหัวใจของเขา เวลาฝึกหัดปฏิบัติมาของเขาขึ้นมาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ไง เป็นเสนาบดีแห่งธรรม นี่ปัญญาวิมุตติ
เวลาพระโมคคัลลานะไง อัครสาวกเบื้องซ้ายไง ทำความสงบของใจเข้ามา พอจิตสงบแล้วเวลาง่วงเหงาหาวนอน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสอนไง ให้แหงนดูดาว ให้ตรึกในธรรม ให้เอาน้ำลูบหน้า ถ้าง่วงนอนนักให้นอนซะ ตื่นแล้วค่อยปฏิบัติต่อไป นี่ไง นี่อัครสาวกเบื้องซ้ายมีฤทธิ์มีเดช เป็นเจโตวิมุตติ
เจโตวิมุตติหนักด้วยสมาธิเป็นตัวนำ ปัญญาวิมุตติหนักด้วยปัญญาเป็นตัวนำ เวลาฝึกหัดปฏิบัติแล้วอริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไง เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจของพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไง มันก็เป็นอันเดียวกันไง
อันเดียวกัน เห็นไหม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการอย่างไร ถ้าฟังไม่เข้าใจไปถามพระสารีบุตร พระสารีบุตรอธิบายแล้วเขาก็ไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “เราก็จะว่าอย่างนั้นน่ะ เหมือนกัน”
เวลาเหมือนกันๆ เวลาพระสารีบุตรเวลาพูดกับพระไงว่าไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาไปฟ้ององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกพระสารีบุตรมา “เธอว่าอย่างนั้นหรือ”
“ใช่”
“ทำไมถึงว่าอย่างนั้นล่ะ”
“เพราะว่ามันอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาเป็นสมบัติของเกล้ากระผมไง สิ่งที่เชื่อๆ เชื่อก็เป็นสมบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง”
“อืม! ใช่”
เวลานี่ไง เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเรือจ้างไง ธรรมเรือจ้างไง
เรือจ้าง เห็นไหม ดูสิ เวลาเรามีการศึกษา เวลาครูบาอาจารย์เป็นอาจารย์สั่งสอนลูกศิษย์ๆ เรือจ้าง เรือจ้างจะให้องค์ความรู้ จะให้วิชาการอบรมบ่มเพาะไง นี่ถ้าเป็นทางโลกนะ
ถ้าเป็นทางธรรมๆ เวลาครูบาอาจารย์ของเราอยู่กับหลวงปู่มั่นไง “พ่อแม่ครูจารย์ๆ” เป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งแม่ เป็นทั้งครูบาอาจารย์ไง อบรมบ่มเพาะไง
ถ้าเรือจ้างๆ เขาก็สอนหนังสือ เขาก็ดูแลลูกศิษย์ลูกหาของเขาให้มีความรู้ของเขา ถ้าเขาจบการศึกษาแล้วมีหน้าที่การงานของเขา ส่งเรือจ้าง ส่งผู้โดยสารขึ้นฝั่ง ธรรมเรือจ้างๆ
แต่เวลาเป็นทางธรรมๆ เวลาทางธรรม ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตนไง มันจะมีสัจจะมีความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน พระสารีบุตร ถึงเวลาแล้วไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย
ความเชื่อ ศรัทธาความเชื่อ ความเชื่อแก้กิเลสไม่ได้
เวลาเรือจ้างๆ มีการศึกษามา ศึกษามีองค์ความรู้ต่างๆ สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ในพระพุทธศาสนาไง เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ศึกษามาแล้ว ศึกษามาเป็นองค์ความรู้ไง ถ้าเป็นภาคปฏิบัติ เขาบอกทรงจำธรรมวินัยๆ อยู่ในพระไตรปิฎกทั้งนั้นน่ะ
ทรงจำธรรมวินัยไว้เพื่อฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลาเรือจ้างๆ น่ะ เรือจ้างส่งข้ามฝั่ง เวลาจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าจากเรือจ้างก็เป็นเรือลากจูง เวลาเรือสินค้ามันจะลากจูงสินค้าของมันไป เขามีอะไรล่ะ เขามีเชือก เขาต้องมีเชือก มีวัตถุที่ว่าจะลากจูงเรือของเขาไป แล้วลากไป ลากไปถึงเป้าหมาย
นี่ก็เหมือนกัน ถ้าฝึกหัดจะประพฤติปฏิบัติใหม่ขึ้นมา เราจะมีอำนาจวาสนาของเราหรือไม่ ถ้าจะมีอำนาจวาสนาของเรา เราพยายามมีสติ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง สมัยพุทธกาลไปบิณฑบาตกับพวกพราหมณ์ พวกพราหมณ์เป็นความเชื่อของเขา เวลาบอก “สมณะ สมณะก็ทำไร่ทำนาหาอยู่หากินเองสิ นี่มาขอเขาไง”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า โอ้โฮ! เราทำตลอดเวลา ทำ ๒๔ ชั่วโมง ทางของฆราวาสเป็นทางคับแคบ ทางของสมณะเป็นทางยิ่งใหญ่ ถ้ายิ่งใหญ่กว้างขวาง เราทำความสงบของใจเข้ามาเป็นสัมมาสมาธิ เป็นเชือก เรามีสติของเรา เรามีผาลของเรา ผาลของเรามันเป็นคันไถ คันไถไถลงไปในที่ของตน ไถกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติวันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง เราทำไร่ไถนามากกว่าฆราวาสอีก
“เออ! อย่างนั้นขอนิมนต์ก่อน”
จะไปเอาอาหารมาใส่บาตร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่รับ รับไม่ได้ รับไม่ได้เพราะอะไร นี่ไง โปรดสัตว์ๆ เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง เทศนาว่าการแล้ว พอเทศนาว่าการ วณิพก ถ้ารับแล้วมันจะเกิดโทษมาก
แล้วทำอย่างไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ให้เอาอาหารที่จะใส่บาตรนี้ไปเทลงคลอง เทลงแม่น้ำไปซะ
แต่ที่มานี้เพราะมาโปรด เทศนาว่าการ สิ่งนี้มันเปิดหัวใจของพราหมณ์ไง มันยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่จะมาใส่บาตรมากมายมหาศาล
เวลาเราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา เรือลากจูงๆ ไง
ถ้าเรือจ้างๆ เรือจ้างก็เรือรับจ้างส่งผู้ไปถึงเป้าหมาย ถ้าเรือลากจูงมันจะเป็นประโยชน์กับหัวใจของตน ถ้าเป็นประโยชน์กับหัวใจของตน เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราจะมีศีล เราจะมีสมาธิ เราจะมีปัญญา จะมีศีล มีสมาธิ มีปัญญาไง
ถ้าเป็นเรือจ้าง เวลาอบรมบ่มเพาะไง ทำทานก็ต้องมีปัญญา ถ้าไม่มีปัญญา เราจะทำทานกับใคร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณนะ ใครมีอำนาจวาสนาเอาคนนั้นก่อน ใครมีอำนาจวาสนาแล้วอายุสั้น เอาคนคนนั้นก่อน เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ การเกิดเป็นมนุษย์นี้แสนยาก ผู้มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนายิ่งยากเข้าไปใหญ่ แล้วถ้าจิตใจของคนถ้ามันหงายภาชนะขึ้นมาแล้ว จิตใจของคนถ้ามันหงายภาชนะขึ้นมามีความเชื่อ มีศรัทธา มีอำนาจวาสนา เทศนาว่าการจะเข้าใจสิ่งนี้
แต่สิ่งที่โดยทั่วไปชาวพุทธที่ทะเบียนบ้านๆ พระพุทธศาสนาสอนเรื่องอะไร พระพุทธศาสนาให้ผลประโยชน์อะไรกับเราไง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไง ทำบุญกุศลก็มีทรัพย์สมบัติ เกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม นี่ผลของวัฏฏะไง
สิ่งนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงบอกว่า อนุปุพพิกถา ให้ทำทานก่อน พอทำทานแล้วมันอิ่มบุญของเขา เขามีสติมีปัญญาของเขาไง พอทำทานมันมีบุญกุศล มีบุญกุศลได้เกิดบนสวรรค์ มีความสุขมีความพอใจของตน ให้ถือเนกขัมมะ ถึงเวลาแล้วให้เทศนาว่าการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเทศน์อริยสัจ
เวลาเทศน์อริยสัจ เทศน์อริยสัจเพื่อใคร
เทศน์อริยสัจเพื่อจิตดวงนั้นน่ะ
ถ้าเทศน์อริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ไง แล้วทุกข์มันอยู่ไหน จิตที่มันเป็นบุญเป็นกุศลมันจะทุกข์ตรงไหน
มันทุกข์ที่มันลังเลสงสัยไง มันทุกข์เพราะมันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจที่มันบีบคั้นไง ถ้ามันบีบคั้นๆ บีบคั้นเพราะอะไรล่ะ บีบคั้นเพราะมันเป็นตัณหาความทะยานอยาก เพราะมันเป็นสมุทัย เพราะมันเป็นมาร เพราะมันมีมารๆ เพราะมันมีมารอยู่ในหัวใจของสัตว์โลก เพราะมันมีมารอยู่ในหัวใจของสัตว์โลก สัตว์โลกถึงไม่รู้ ไม่รู้คืออวิชชา อวิชชาถึงพาเวียนว่ายตายเกิดไง จะทำดีทำชั่วมากน้อยขนาดไหนก็เกิดดีเกิดชั่ว
ถ้าจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน อนุปุพพิกถา ถ้าเขาทำทานของเขา เขามีสติปัญญาของเขา มีความเชื่อของเขา เทศนาว่าการ เขาจะเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาในหัวใจของเขา ถ้าเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาในหัวใจของเขา มันจะเป็นประโยชน์กับเขา นี่เรือลากจูง เรือลากจูง เรือส่งสินค้าไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นเรือๆ มันจะพัฒนาไง พัฒนา เห็นไหม
คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ ร่างกายนี้เหมือนเรือลำหนึ่ง เรือลำหนึ่ง ชีวิตหนึ่ง จิตหนึ่ง ได้โอกาสเกิดเป็นมนุษย์ครั้งหนึ่ง แล้วเราจะพาเรือของเราเข้าฝั่งได้หรือไม่ไง
ถ้าในทางโลก เรามีเรือลำหนึ่ง เรือลำหนึ่งเราจะทำประโยชน์ได้มากน้อยขนาดไหน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาในหัวใจจะเป็นบุญกุศลของหัวใจดวงนั้น ถ้าเป็นบุญกุศลของหัวใจดวงนั้น พระสารีบุตรไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะมันมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นมาเป็นบุคคล ๔ คู่
เวลาไปฟังเทศน์พระอัสสชิ ไปฝึกหัดกับสัญชัย นั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่ มันเป็นตรรกะ แต่เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาไปฟังพระอัสสชิไง “ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ไประงับที่เหตุนั้น ต้องแก้ที่ต้นเหตุนั้น”
เวลาฟังเทศน์พระอัสสชิขึ้นมาได้มีดวงตาเห็นธรรม ไปเล่าให้พระโมคคัลลานะฟัง เป็นพระโสดาบันหมดเลย นี่บุคคลคู่ที่ ๑
ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ
เวลาพระสารีบุตรท่านไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เวลาจิตใจที่มันพัฒนาเป็นบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ เวลาถึงที่สุดแห่งทุกข์ไง ถ้าถึงที่สุดแห่งทุกข์มันเป็นข้อเท็จจริง ถึงไม่เชื่อใครเลย
ความเชื่อมันนู่น อยู่เป็นอารมณ์ความรู้สึกอยู่ข้างนอกนู่น แต่ตัวใจ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ หลวงปู่มั่นไง อวิชชา เจ้าวัฏจักร พญามารมันอยู่ที่ไหน อยู่ที่ฐีติจิต อยู่ที่จิตเดิมแท้ จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส ด้วยเหตุด้วยผล ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงๆ มันมีเหตุมีผลของมันไง ถ้ามันมีเหตุมีผลของมัน เห็นไหม
ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาให้มันเป็นความจริงขึ้นมา จากเรือลากจูงมันจะเป็นเรือสินค้า เรือสินค้ามันทุกสินค้าไปขายรอบโลก มันพัฒนาของมัน มันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา เห็นไหม
เราเกิดมามีกายกับใจๆ เราเกิดมา ร่างกายนี้เปรียบเหมือนเรือลำหนึ่ง จิตใจนี้มันเป็นผู้ที่จะบริหารจัดการพาเรือของเราเข้าฝั่งไง ถ้าเรือเข้าฝั่งได้มันเป็นข้อเท็จจริงของมันขึ้นมา มันจะเกิดเหตุและเกิดผล
ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ
เริ่มต้นที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนามาบวชเป็นพระ บวชเป็นนักรบ จะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน แล้วรบตรงไหนล่ะ
เวลาหลวงตาพระมหาบัวไง เวลาศึกษาจบเป็นมหา จะไปหาหลวงปู่มั่นไง
“มหามาหาอะไร หามรรคผลนิพพานใช่ไหม ไม่ได้อยู่ในตำรา ไม่ได้อยู่ในตำรา ตำราที่เรียนมาน่ะ ในตำราก็ไม่มี เรียนมารู้แล้วก็ไม่ใช่ มันอยู่ที่หัวใจของคน”
นี่ไง เวลาหลวงปู่มั่นท่านพูด ที่เราค้นคว้าเราแสวงหากันอยู่นี่ อวิชชาพญามารอยู่ที่ฐีติจิต คือบ้านของมัน คือที่อยู่อาศัยของมัน
ฉะนั้น จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะทุกจิต จิตทุกดวงมีความไม่รู้ มีพญามารมันครอบงำทั้งนั้น ฉะนั้น มันครอบงำทั้งนั้น พอคุ้นชินกับมันไง พอใจ ไม่พอใจ สิ่งที่ปรารถนา ไม่ปรารถนา ร้อยแปดพันเก้า สิ่งนี้นั่นแหละมันเคลื่อนออกไปแล้ว
เวลามันเคลื่อนออกไปแล้ว ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาๆ มีอำนาจมีวาสนาแล้ว แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง ไม่ต้องเอาสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่นักหรอก สิ่งที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่ว่าเป็นมรรคเป็นผล เป็นการปฏิบัติที่จะพ้นจากทุกข์ มันคว้าน้ำเหลว มันจับต้องสิ่งใดไม่ได้
ทำความสงบของใจก่อน ศีล สมาธิ ปัญญา
ศีล สมาธิ ปัญญา จากเรือลากจูงเป็นเรือสินค้า จากเรือสินค้ามันจะเป็นเรือรบ
เรือรบมันมีอาวุธนะ ถ้าเวลาเรือรบ สิ่งที่เป็นเรือรบ เวลาสมัยเรือปืน เวลาล่าอาณานิคมมันจะครองโลกนู่นน่ะ เวลาจะเป็นเรือปืนนะ มันมีปืนใหญ่ประจำเรือน่ะ
สิ่งที่ว่าเวลาเราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาๆ เราจะเป็นนักรบๆ ไง ถ้าเป็นนักรบขึ้นมา ครูบาอาจารย์ถึงบอกว่า ให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าใจสงบระงับเข้ามาแล้ว จิตมันมีกำลังหรือไม่มีกำลัง ถ้าจิตมันมีกำลังขึ้นมา เรือมีปืนไม่มีลูก
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงเพราะอะไร เพราะว่าเราจะต้องฝึกหัดปฏิบัติ มันเป็นผู้ที่บริหารจัดการเรือลำนั้น เป็นกัปตันเรือๆ ถ้าเป็นกัปตันเรือ เราเกิดมามีกายกับใจๆ นี่แหละ เราจะพาเรือลำนี้ เรือลำนี้มีอายุการใช้งาน ๑๐๐ ปี
๑๐๐ ปี ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุดไง เวลามันชราคร่ำคร่า เรือมันใช้การไม่ได้ จิตมันก็สลัด สลัดเรือทิ้งไว้ในวัฏฏะนี้ แล้วจิตมันก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะต่อไป ต่อไปเพราะอะไร เพราะความไม่รู้ เพราะอวิชชา
แต่เราฝึกหัดๆ ขึ้นมา ถ้าพยายามฝึกหัดปฏิบัติให้จิตมันสงบระงับเข้ามา รู้ไหม ถ้ามันไม่รู้ ไม่รู้มันก็เป็นมิจฉาไง ถ้าเป็นมิจฉา เวลาฝึกหัดปฏิบัติไปเขาเป็นเรือรบนะ ไอ้นั่นมันจะเป็นเรือประมงน่ะ เป็นเรือประมงมันออกล่าไง มันประมงเพื่อเอาสัตว์น้ำเอามาเป็นสินค้า
เวลาเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เป็นชาวพุทธไง ถ้ามีศีลถึงมีธรรม ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ สิ่งที่ถ้ามันทำผิดศีลมันก็ทุศีล ถ้ามันทำผิดศีลไง
เวลาคนที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ ถ้าเรามีศีลมีธรรมมันจะเป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เราทำด้วยความรู้ความเห็นของเรา เราทำด้วยความพอใจของเรา ถ้ามันทำความสงบมันก็เป็นมิจฉา
นี่เหมือนกัน เราเกิดมามีกายกับใจไง ร่างกายนี้มันเหมือนเรือลำหนึ่ง เราจะทำให้มันเกิดประโยชน์กับเราขึ้นมา ถ้าเกิดประโยชน์กับเราขึ้นมา เราจะทำให้มันเป็นความถูกต้องชอบธรรม ถ้าเป็นความถูกต้องชอบธรรม เราจะทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้
ถ้าใจมันสงบระงับเข้ามาแล้วถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมานะ แล้วฝึกหัดปฏิบัติจนจิตมันสงบระงับ มันจะมีความสุขของมันขึ้นมา
เพราะคนเราเกิดมาปรารถนาความสุขเกลียดความทุกข์ ความทุกข์ไม่ต้องการ ไม่ต้องการสิ่งใดทั้งสิ้น แต่เราเกิดมาแล้วเรามีอำนาจวาสนา เรามีสติมีปัญญาไง มีสติปัญญาว่า ถ้าเราทำหน้าที่การงานของเรามีผลตอบแทน ผลตอบแทนนั้นมันก็หาปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีวิตไง ถ้าหาปัจจัยเพื่อดำรงชีวิต เราก็ตั้งใจทำหน้าที่การงานของเราเพื่อผลประโยชน์อันนั้น
ถ้าผลประโยชน์อันนั้น มันจะเหน็ดเหนื่อยมากน้อยขนาดไหนมันก็จะเป็นการเหน็ดเหนื่อยเพื่อผลตอบแทน ถ้าผลตอบแทน ทำแล้วทำเพื่อทำหน้าที่การงานของตน นี่พูดถึงว่า ถ้ามีสติมีปัญญา มันจะมีความทุกข์ความยากมากน้อยขนาดไหนมันก็มีความจำเป็น
ถ้าความจำเป็นทำขึ้นมาแล้ว เห็นไหม แต่ถ้าคนมีสติมีปัญญาที่มากขึ้น นั่นเป็นงานทางโลก งานทางธรรมๆ นี่แหละ เวลาครูบาอาจารย์ของเราประพฤติปฏิบัตินะ ไอ้ว่าที่ทำหน้าที่การงานแล้วมันทุกข์มันยากมันลำบากลำบนนะ ท่านบอกอย่าเพิ่งพูด ถ้าจะทำงาน ทำงานทำจิตใจของเราให้เป็นเรือรบ ให้มีอาวุธ ให้เข้าไปเผชิญหน้ากับกิเลส มันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่นัก
เพราะเราเกิดมามีกายกับใจๆ จิตใจนี้เป็นกัปตัน ร่างกายนี้เป็นเรือลำหนึ่ง มีอายุใช้งาน ๑๐๐ ปี ถ้าฝึกหัดปฏิบัติตั้งแต่อายุยังน้อย ร่างกายมันยังแข็งแรงอยู่ มันเผชิญสิ่งใดก็ได้ไง
เวลาบวชเมื่อชรา บวชเมื่อชราก็มีการใช้งานมากน้อยได้ขนาดไหน มันชราคร่ำคร่าขึ้นมา เวลาทำหน้าที่การงานสิ่งใดแล้วมันก็ไม่เต็มไม้เต็มมือไง ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติตั้งแต่อายุยังน้อย ร่างกายมันกำลังเจริญเติบโต ถ้ากำลังเจริญเติบโต มันวิกฤติขนาดไหน เราทำให้มันชัดเจนของเราขึ้นมา ถ้าชัดเจนของเราขึ้นมา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อหัวใจดวงนี้ไง
ถ้าหัวใจดวงนี้ ถ้ามันมีคำบริกรรม มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ถ้ามันมีสติปัญญาขึ้นมา มันเจริญก้าวหน้าขึ้นมา มันเริ่มเห็นความแตกต่าง เห็นความแปลกความประหลาดมหัศจรรย์ มันมหัศจรรย์
มหัศจรรย์ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ติดทั้งนั้นน่ะ อย่างน้อยก็ติดสมาธิ แล้วเวลาสมาธิเสื่อมก็ไม่รู้จักว่าสมาธิเสื่อมด้วย ก็ยังคิดว่าอารมณ์ความรู้สึกของตนเป็นสมาธิ เพราะมันเคยได้อย่างนั้น แต่มันจะใช้งานไม่ได้ไง ถ้ามันใช้งานไม่ได้ เห็นไหม จากเรือรบมันก็เป็นเรือสำราญ
ดูเรือสำราญสิ โอ้โฮ! เบ้อเริ่มเทิ่มเลยนะ มีทุกอย่าง มีทุกอย่างในปัจจัยเครื่องอาศัยในโลกนี้ มีอยู่ในเรือสำราญหมดเลย แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติของเราจะให้มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา มันเป็นเรือสำราญน่ะ มันติดขัดไปอยู่อย่างนั้นน่ะ
เรือสำราญมันก็เป็นเพื่อการไปพักผ่อน ไปพักผ่อนเป็นครั้งเป็นคราว มันอยู่ในทะเลตลอดไปได้อย่างไร
เรือรบๆ มันก็เรือรบ มันเป็นโอกาสไง มันเป็นโอกาส มันเป็นหน้าที่ มันเป็นเวล่ำเวลาที่เราจะแสวงหาความเป็นจริงในใจของเรา เพราะชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด วันเวลาสำคัญนัก วันเวลาสำคัญนักนะ
พระกรรมฐานๆ ไง เวลานี่สำคัญที่สุดเลย เพราะเวลาเราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมันต้องการความสงบสงัดไง สัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ หมู่คณะเป็นสัปปายะ อาหารเป็นสัปปายะ แล้วสำคัญคือครูบาอาจารย์ที่เป็นสัปปายะ ถ้าครูบาอาจารย์ที่สัปปายะนะ เขามีโอกาส เขากั้น เขาดูแลเพื่อให้ฝึกหัดปฏิบัติ
เวลาฝึกหัดปฏิบัตินะ อำนาจวาสนาของใครล่ะ มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ถ้ามีอำนาจวาสนาของเราโดยข้อเท็จจริงของเรา เราจะทำของเราให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เห็นไหม นี่ไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มันเหนือโลกๆ เหนือโลก ถ้ามันมีความสงบสุขเข้ามามันมหัศจรรย์มาก แล้วมันติดอยู่อย่างนั้นน่ะ
ถ้ามันจะพัฒนาขึ้นเพราะอะไร เพราะนั่งสมาธิแล้ว ๑๐ นาทีแล้วเป็นสมาธิ ถ้าคราวหน้าต่อไป ๑๐ นาทีไม่เป็นแล้ว ๑๐ ชั่วโมงก็ยังไม่ได้เลย
เวลากิเลส อวิชชาอยู่ที่ฐีติจิต ทำสิ่งใดก็แล้วแต่ ถ้ามันกระเทือนกิเลสๆ กิเลสมันจะปลิ้นจะปล้อนทันที การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่มันต่อต้านและสิ่งที่เราล้มลุกคลุกคลาน ก็ตัณหาความทะยานอยาก สมุทัย ความไม่รู้เท่า ความไม่ละเอียดรอบคอบ ความไม่รู้เท่าทันกิเลส แล้วมันมีเล่ห์มีเหลี่ยม มีเล่ห์กลต่างๆ ขึ้นมา แล้วถ้ากิเลสมันบังเงา ร้ายกาจกว่านี้
กิเลสบังเงานะ มันเทศน์เลยล่ะ มันอ้างว่ามันเป็นธรรมเลยล่ะ แล้วเวลามันเป็นอย่างนั้นขึ้นไปมันติดขัดไปหมด เวลามันติดขัดไปหมดๆ ติดขัดไปหมดโดยสัมมาทิฏฐิ โดยความถูกต้องชอบธรรม เห็นว่ามันติด รู้ว่ามันติด จากครูบาอาจารย์ของเรา แต่เราไม่รู้ เราไม่รู้หรอก เราหลงระเริงไปนะ
คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ แล้วเวลาเราบริหารจัดการขึ้นไปมันเป็นเรืออะไร
โดยทั่วไปนะ โดยทางโลกก็เหมือนกับเป็นเรือจ้าง เรือจ้างก็รับจ้างเขาไง รับจ้างคิด รับจ้างทำ รับจ้างทั้งหมด แล้วเวลามันรับจ้างขึ้นมาโดยความไม่รู้ตัวขึ้นมา มันมีผลประโยชน์ขึ้นมาก็นับ ๕ นับ ๑๐ ไง มีเงิน ๕ บาท ๑๐ บาท โอ๋ย!นับใหญ่เลย
เงินก็คือกระดาษ ความพอใจ ความทุกข์ใจ ความต่างๆ มันก็เป็นอารมณ์ อารมณ์ เห็นไหม ความคิดเกิดจากจิตไม่ใช่จิต แล้วธรรมชาติของความคิดมันคิดอยู่ตลอดเวลาของมัน แล้วเวลาความคิดมันคิดได้ตลอดเวลาของมันแล้วนะ มันคิดโดยอวิชชา คิดโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันยิ่งคิดได้มากมายมหาศาล คนที่ไม่มีสติปัญญา ความคิดนะ คิดจนเป็นบ้าเป็นบอไปเลยล่ะ คิดจนขาดสติ คิดจนหลุดไปก็ยังเยอะแยะไปมากมาย
แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญาของเรา สิ่งที่มีสติปัญญาของเรา เราทบทวนของเรา ทบทวนขึ้นมาให้มันเป็นข้อเท็จจริง ให้มันเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วถ้ามันมีสติมีปัญญามันจะเข้าใจได้ เฮ้ย! นี่มันไม่ใช่ อย่างนี้ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่
เวลาฝึกหัดปฏิบัติไปเริ่มต้นนี่แหละ มันมหัศจรรย์ เพราะเราเริ่มต้นที่จะทำความสงบของใจก่อน พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
หัวใจนะ เกิดมาโดยธรรมชาติ กิเลสมันเป็นธรรมชาติอยู่กับจิตดวงนี้ จิตดวงนี้ด้วยอำนาจวาสนา เกิดในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ
ในปัจจุบันนี้เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วมาบวชพระด้วย แล้วจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติด้วย โดยกิเลสนะ พอบวชแล้วมันก็ว่ามันยิ่งใหญ่แล้ว
โดยธรรมชาติในประเพณีวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนา ใครมีลูกชายให้บวชเณรให้มีศีลมีธรรม โตขึ้นมาก็บวชขึ้นมาตามประเพณี นี่บวชเป็นประเพณีไง แต่นี่เราบวชมาๆ มันบวชพระมันก็เป็นสมมุติสงฆ์ไง มันก็เป็นสงฆ์โดยสมมุติไง แต่กิเลสมันก็ว่ามันเป็นพระไง เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส ห่มผ้ากาสาวพัสตร์
โดยความเป็นธรรมๆ ถ้าเราศึกษาเล่าเรียนนะ ถ้าบวชเป็นพระเรามีศีล ๒๒๗ ถ้าเราทุศีล เราทำสิ่งใด มันเน่าใน เวลาสิ้นชีวิตไง ผ้ากาสาวพัสตร์จะไปพาดไว้ที่ปากนรก ไอ้เราตกนรกอเวจีไปเลย
แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญา เราจะอยู่ในศีลในธรรม ถ้าเราอยู่ในศีลในธรรม กิเลสมันดิ้นรนๆ แล้ว มันไม่พอใจไปทั้งนั้น มันขัดมันแย้ง มันไม่สะดวกมันไม่สบาย มันไม่เอาทั้งนั้น แล้วถ้ามันทำตามกิเลส มันก็รู้ว่ามันผิดนะ แต่มันไปตามมันน่ะ แต่ถ้ามีสติปัญญาโดยความเท่าทันมันจะวาง
จะทุกข์จะยากขนาดไหน มันจะทุกข์อะไร ครูบาอาจารย์ไม่เห็นจะทุกข์ตรงไหนเลย
แต่ทุกข์ ทุกข์เพราะกิเลสมันกีดมันขวาง ทุกข์เพราะกิเลสมันคิด แต่เราไม่มีสติเท่าทันมันไง
แล้วมีสติเท่าทัน เห็นไหม คนเกิดมามีกายกับใจ ร่างกายนี้เหมือนเรือลำหนึ่งที่เราจะบริหารจัดการมันขึ้นมาให้เป็นคุณสมบัติของเรา ให้เรารับรู้ของเราได้ เวลาจิตมันสงบระงับเข้ามาถ้ามันมีกำลังของมัน เราเห็นของเราเลย เรารับรู้ของเราเลย
ถ้ามันจะออกรับรู้สิ่งใด ถ้ามันไม่เป็นสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม ยกเว้นเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมนะ จิตสงบแล้วถ้ามันรู้มันเห็นของมันนะ ถ้ามันไม่รู้ไม่เห็นมันก็ออกรู้อย่างอื่น ออกรู้อย่างอื่นแล้วกิเลสพารู้ รู้อะไร
แต่ถ้ามันรู้อะไร ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติแล้วนะ จิตถ้ามีกำลังนี่สำคัญมาก เพราะจิตมันมีกำลังมันจะน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ เว้นไว้แต่คนที่ได้สร้างบุญกุศลของท่านมา พอจิตสงบมันจะเห็นกายเลย แต่มันก็เป็นครั้งเป็นคราว มันต้องฝึกหัดจนเราทำเป็นไง ถ้าเราเป็นนะ มันจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินเลยล่ะ
เรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบิน ในเรือบรรทุกเครื่องบิน โอ้โฮ! มันมีคุณสมบัติมหัศจรรย์นะ เรือบรรทุกเครื่องบินน่ะ แต่มันไปของมันลำเดียวไม่ได้ เพราะมันใหญ่มันเทอะมันทะ มันต้องมีกองเรือ กองเรือคุ้มครองเรือบรรทุกเครื่องบินน่ะ
จิตที่มันสงบแล้วถ้ามันจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ มันมีกองเรือคุ้มครอง คุ้มครองเรือบรรทุกเครื่องบิน
นี่เหมือนกัน จิตใจถ้ามันสงบแล้ว ถ้ามันจะเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นจิต เห็นธรรม มรรค ๘ มรรค ๘ ถ้ามันจะดูแลรักษาให้จิตของตนมีกำลังมากน้อยได้ขนาดไหน แล้วถ้ามันมีกำลังมากน้อย เรือบรรทุกเครื่องบินมันมีเครื่องบินเพื่อจะทำภารกิจ
เขาสร้างเรือขึ้นมาทำไม เขาสร้างมาด้วยเทคโนโลยีขนาดนั้น แล้วเรือลำนั้นมีมูลค่าเท่าไร แล้วเครื่องบินบนเรือนั้นน่ะมีอีกมากมาย มีหลายประเภทเลยอยู่บนเครื่องบินนั้น มีเครื่องบินตรวจการณ์ มีเครื่องบินชี้ทาง มีเครื่องบินส่งกำลังบำรุง ร้อยแปด
ถ้าจิตมันสงบมันจะออกเป็นภาวนามยปัญญา ถ้าออกภาวนามยปัญญา ถ้าจิตมันสงบแล้วถ้ามันรู้มันเห็นตามความเป็นจริงของมัน ถ้ามันรู้เห็นตามความเป็นจริง มันอยู่ที่วาสนามากๆ เลย
วาสนามากๆ เพราะผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐานมันจะเกิดวิปัสสนาขึ้นมาไม่ได้ จะคิดขนาดไหนมันเป็นเรือรับจ้าง รับจ้างส่งผู้โดยสาร เท่านั้น
เรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบินเขายึดครอง เขายึดครองโลกเลย โลกคือวัฏฏะ โลกคือหัวใจของตน โลกนี้มีเพราะมีเรา เพราะมีภวาสวะ เพราะมีภพ เพราะมีจิต มันถึงมีทุกๆ อย่าง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเลย เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง แล้วกลับมาถอนอัตตานุทิฏฐิ กลับมาถอนตัวตนของตน นี่มองโลกเป็นความว่างไง นี่เหมือนกัน ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง มันจะเกิดมรรคเกิดผลขึ้นมาในใจของตน
มันจะลำบากลำบน มันจะทุกข์จะยากขนาดไหนมันก็อยู่ที่เวรกรรมของสัตว์ ทำมาเอง ทำมาแล้ว แต่ยังมีอำนาจวาสนายังเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มัคโค ทางอันเอก ทางมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นมาโดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา พญามารดิ้นรน จนลูกสาว ๓ คน ความโลภ ความโกรธ ความหลงต้องมาช่วย ช่วยกันยับยั้งอย่างไรก็ยับยั้งไม่อยู่หรอก
แต่กึ่งกลางพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านกระทำของท่านมา เวลาท่านกระทำของท่านมา ท่านวางแนวทางให้ศากยบุตร ให้ธรรมทายาทได้เป็นแนวทาง มันเป็นความมหัศจรรย์ มันเป็นความมหัศจรรย์เพราะคนคิดไม่ถึง คาดไม่ได้ว่ามรรคมันจะเกิดอย่างไร ว่าธรรมจักร จักรที่มันบีบบี้กิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
นี่มันเกิดขึ้นมา เห็นไหม พระสารีบุตรไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสารีบุตรไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ามันจะรู้มันจะเห็นอย่างไรมันก็ต้องรู้จากใจดวงนั้น ถ้ารู้จากใจดวงนั้น ก่อนที่มันจะรู้จากใจดวงนั้นน่ะ เวลามันฝึกหัด เวลาจะทำความสงบของใจมันมีสิ่งเร้า มันมีจริต มันมีนิสัย มันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันจะฉุดกระชากลากไป
เวลาฝึกหัดปฏิบัติ สิ่งที่เป็นข้าศึกที่สุดคือกิเลสในใจของตนๆ แล้วมันแสดงออกของมันตามอำนาจของมันไง แล้วธรรมมาจากไหนล่ะ ธรรมก็มาจากสติ จากการฝึกหัดคำบริกรรมให้เป็นสมาธิ แล้วถ้ามันเป็นภาวนามยปัญญาขึ้นมา เห็นไหม
ถ้ามันเป็นปัญญามันก็เป็นสุตมยปัญญา ปัญญาทางโลกๆ ปัญญาโดยอำนาจวาสนา ถ้าปัญญาโดยอำนาจวาสนามันพยายามยับยั้ง พยายามตั้งสติ แล้วพยายามขวนขวายฝึกหัดขึ้นมาให้เป็นของเราให้ได้ เป็นของเราคือจิตมันสงบ เป็นของเราเพราะจิตมันจะรู้มันจะเห็น มันจะเป็นปัจจัตตัง มันจะเป็นสันทิฏฐิโก
เป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกขึ้นมาแล้ว แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะเป็นความสงบสุข มันจะมีความร่มเย็นมาก ร่มเย็นมากจนอยากได้อีก อยากได้อีก เวลาฝึกหัดปฏิบัติไปก็ล้มลุกคลุกคลาน เพราะความอยากได้มันจะเป็นตัณหาซ้อนตัณหา กิเลสซ้อนกิเลสโดยธรรมชาติ
นักเรียนธรรมะเรียนไปแล้วจะบอกเลย “ประพฤติปฏิบัติ ถ้ามีความอยาก ประพฤติปฏิบัติไม่ได้ ถ้ามีความอยากปฏิบัติไม่ได้ ศึกษาธรรมะแล้วต้องมีสติปัญญาทั่วพร้อม จะรู้เท่าไปหมดเพราะไม่ให้กิเลสมันสอดมันแทรก ถ้าไปหายใจเขานึกพุท หายใจออกนึกโธมันจะเป็นสมถะ พอสมถะมันจะเป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิมันจะเห็นนิมิต เห็นนิมิตมันจะติดนิมิต มันจะติดกิเลส” นี่ด้วยความเข้าใจของเรือจ้าง เรือจ้าง เรือรับส่งผู้โดยสาร
ศึกษามาๆ เพราะโดยธรรมชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เจ้าชายสิทธัตถะเกิดมาเป็นราชกุมารมีกิเลสไหม เพราะการเกิดๆ มันมีกิเลสทั้งนั้นน่ะ แล้วคนที่เกิดมามีกิเลสทั้งนั้น มีพญามารทั้งนั้น เพราะกิเลสมันพาเกิด เพราะความไม่รู้ในใจไง แล้วศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจบ ๙ ประโยคมันก็ทรงจำ ทรงจำ เวลาจะมาฝึกหัดมันก็กิเลสทั้งนั้นน่ะ มันก็มีกิเลสไง แล้วมีกิเลสปฏิบัติไม่ได้ แล้วใครจะปฏิบัติล่ะ
แต่เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านบอกเลย ถ้ามีศรัทธา มีเจตนาที่ดีงาม เราจะฝึกหัดปฏิบัติ นี่เป็นมรรค เป็นมรรคมันเป็นความชอบธรรม เป็นความชอบธรรมที่จะฝึกหัดปฏิบัติ แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันก็ต้องเป็นข้อเท็จจริง แต่กิเลสมันก็จะกีดจะขวางอย่างที่ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลนั่นแหละ
มันก็ต้องพยายามของตนสิ พยายามของตน มันเป็นมรรคๆๆ ตัณหาความทะยานอยาก อยากเป็นสมาธิ อยากได้สมาธิ เราก็วางไว้ นี่กิเลสตัวหนึ่ง ไม่ให้มันซ้อนเข้ามา
กิเลสโดยจิตใต้สำนึกมันก็เป็นกิเลสของมันอยู่แล้ว ยังซ้อนด้วยความอยาก ซ้อนกิเลสเข้าไปอีกเป็น ๒ ชั้น ๓ ชั้นขึ้นมาไง ถ้าเป็น ๒ ชั้น ๓ ชั้นขึ้นมามันก็เลยยิ่งเป็นเรือเอี่ยมจุ๊น เรือเกลือน่ะ ไม่ขยับเลย
ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ฝึกหัดให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาแล้วดูแลรักษาใจเราให้ได้ ถ้าดูแลรักษาใจ เห็นไหม ถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ คือเห็นกาย จิตถ้ามันมีวาสนาถ้ามันเห็นกาย เห็นกาย จับให้ได้
เห็นกายๆ เห็นนิมิต มันมาแวบๆๆ เห็นกายๆ เห็นกายก็จับต้องอะไรไม่ได้ เพราะอะไร เพราะไม่ได้ฝึกหัดไง เพราะอะไรรู้ไหม เวลาปัญญาๆ ปัญญาต้องฝึกหัด ปัญญาต้องฝึกหัดให้มันเป็นความเป็นจริงของเรา
สิ่งที่ว่ามันจะได้มาด้วยความสะดวก ได้มาด้วยความราบเรียบ สัญญาทั้งนั้นน่ะ สัญญาความจำได้หมายรู้ สัญญาคืออะไร คือเครื่องมือของกิเลสไง นี่ไง ที่ว่ากิเลสมันปลิ้นมันปล้อน มันหลอกมันลวงนี่ไง
เวลาเป็นสัญญา สัญญาก็เวลาเราศึกษาๆ จะจบ ๙ ประโยคก็แล้วแต่ เราศึกษานี่สัญญาทั้งนั้นน่ะ เวลามีสติเท่าทันมันนะ โอ๋ย! ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีรสมีชาติ มีความมหัศจรรย์ เพราะอะไร เพราะมันเสวยอารมณ์ จิตกับอารมณ์ความรู้สึก จิตกับสิ่งที่ศึกษามา จิตมันไม่สงบในตัวของมันเองไง
เวลาจิตมันสงบในตัวของมันเองไง ที่พระสารีบุตรไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พอจิตมันสงบแล้วถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ นี่มันเป็นของเรา มันไม่ใช่ศรัทธา มันเป็นการกระทำ มันเห็นปัญญาเคลื่อน เห็นมรรคเคลื่อนไง มันจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินนู่นน่ะ
เรือบรรทุกเครื่องบินแล้ว เรือบรรทุกเครื่องบินเขาสร้างมาทำไมน่ะ เขาสร้างมาไว้ออกศึกออกสงคราม แล้วออกศึกสงคราม เวลาถ้าเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันเป็นธรรม เป็นธรรมจักร กองทัพธรรม
กองทัพธรรมที่เราฝึกหัด เราพยายามประกอบขึ้นในหัวใจของตน เวลาเราประกอบขึ้นมาเป็นในหัวใจของตน มันมีความผิดพลาด มันมีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มันมีความรู้ความเห็นที่เราเข้าใจไม่ได้ ตั้งสติของเราไว้ บริกรรมพุทโธชัดๆ เอาตัวจิตเป็นตัวตั้ง แล้วถ้าจิตเป็นตัวตั้ง มันเข้ามาถึงตัวมันเอง ไอ้ที่ว่าความไม่เข้าใจ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มันอยู่ข้างนอกแล้ว หลุดหมดเลย มันวางได้หมด ตัวมันจะเด่นขึ้นมา ตัวของมันจะเด่นขึ้นมา ถ้าตัวมันเด่นขึ้นมามันชัดเจนของมัน
ถ้ามันชัดเจนของมัน เห็นไหม ชำนาญในวสี ชำนาญในการดูแล ชำนาญในการทำความสงบของใจ แล้วชำนาญในวสี รักษาสิ่งนี้ไว้ เวลาน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความจริง เห็นกายก็ได้ เห็นเวทนาก็ได้ เห็นจิตก็ได้ เห็นธรรมก็ได้ ขอให้มันเห็น ขอให้มันรู้ ถ้ามันเห็น มันเห็นอะไร ก็มันเห็นกิเลสไง ถ้ามันเห็นกิเลส ถ้าเห็นกิเลส กองทัพธรรมกับกองทัพกิเลสไง
โดยข้อเท็จจริง โดยธรรมชาติ กิเลสเป็นธรรมชาติ อวิชชาอยู่ที่ฐีติจิต มันอยู่กันโดยเหมือนเป็นเนื้อเดียวกันเลย แต่ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติเป็นบุคคล ๔ คู่นะ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ เราจะเห็นความหยาบความละเอียด นี่เห็นกิเลส เพราะเวลาถึงที่สุด รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา สังโยชน์อย่างละเอียด
สังโยชน์ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์เริ่มต้น สังโยชน์อย่างหยาบ
กามราคะ ปฏิฆะอ่อนไป กายเป็นโพธิ จิตเป็นกระจกใส นี่มันเบาบางลง
เวลาถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ พิจารณาต่อเนื่องไป กามราคะ ปฏิฆะขาดไป โอ้โฮ! กามราคะขาดไป ความโลภ ความโกรธ ความหลง ลูกสาว ๓ คนมันขาดตรงนี้
แล้วถ้าเห็นพ่อมันล่ะ จิตอวิชชาอยู่ที่จิตเดิมแท้ ความผ่องใสความมหัศจรรย์อยู่ตรงไหน
“เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง แล้วกลับมาถอนอัตตานุทิฏฐิ”
ถอนตัวตนของตนน่ะมันถอนอย่างไร ถ้ามันเป็นพญามาร มันเป็นเจ้าวัฏจักร ถ้ามันพิจารณาของมันขึ้นไปไง
จะเน้นว่า ที่ว่ามันหยาบมันละเอียด กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ละเอียดสุด มันละเอียดอย่างไร เพราะถ้าพิจารณาเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไปมันถึงคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ทั้งมีเหตุและผลเป็นข้อเท็จจริงขึ้นไป ถ้าเหตุและผลเป็นข้อเท็จจริงขึ้นไป เห็นไหม เราเริ่มต้นจากการฝึกหัดปฏิบัติที่เริ่มต้นนี้
เริ่มต้นขึ้นมาให้มันสงบระงับเข้ามาให้ได้ ให้มันมีกำลังของเราให้ได้ แล้วฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นฝึกหัดใช้ปัญญาๆ เวลาฝึกหัดใช้ปัญญา ชัดๆ ชัดเจนมาก
เวลาฝึกหัดใช้ปัญญานะ มันจะเห็นเลย สมถกรรมฐานเป็นพื้นฐาน ถ้าสมถกรรมฐานมีกำลัง ปัญญามันจะเกิดขึ้น ถ้าปัญญาเกิดขึ้น เราฝึกหัดใช้ปัญญา เราใช้ปัญญาจนเกินขอบเขต สมถกรรมฐานกำลังมันจะอ่อนลง อ่อนลงนะ
อาวุธไง กองทัพธรรมที่เราฝึกหัด เรือบรรทุกเครื่องบินน่ะ มันมีอาวุธมากมายพร้อมเสมอ แต่ถ้ามันไม่มีกองเรือ มันไปมันโดนขีปนาวุธทีเดียวจมเลย
เหมือนกัน ฝึกหัดปฏิบัติของเราด้วยความยิ่งใหญ่ ฝึกหัดของเราด้วยความชอบธรรม กิเลสมันหลอกทีเดียวพลิกหงายท้องเลย
ถ้าเอาจริงเอาจังขึ้นมา หงายท้องก็ตั้งลำขึ้นมาใหม่ หงายท้องขนาดไหนเราก็จะฝึกหัดปฏิบัติของเรา เพราะการฝึกหัดปฏิบัติของเรามันยิ่งใหญ่
สิ่งที่เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แม้แต่เราศึกษา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะฝึกหัดปฏิบัติ กิเลสมันต่อต้าน มันกีดมันขวางทั้งนั้นน่ะ ทุกข์ยากมาก เว้นไว้แต่ผู้ที่มีอำนาจวาสนา
มีอำนาจวาสนา เห็นไหม เกิดมาพร้อมที่จะออกฝึกหัดปฏิบัติ แล้วถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้วมันจะมีวิมุตติสุขๆ วิมุตติสุข สุขที่อันแท้จริง คงที่ตายตัว ไม่มีอะไรเข้ามายุ่งเลย แล้วมันอยู่ไหนล่ะ
อยู่ที่หัวใจทุกข์ๆ ยากๆ อย่างเรานี่แหละ เพราะว่าจิตตภาวนา จิตที่มันทุกข์มันยากอยู่นี่แหละ จิตดิบๆ นี่แหละ เห็นไหม
เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา นับถือพระพุทธศาสนาที่ทะเบียนบ้าน เห็นไหม มันนับถือพระพุทธศาสนานะ แต่ศีล ๕ มันก็ไม่รู้จัก อะไรไม่รู้จักสักอย่างเลย แล้วสิ่งที่มันรู้จักๆ นี่คืออะไร นี่คืออาวุธไง สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบไว้ให้กับชาวพุทธไง มอบอาวุธไว้ให้กับชาวพุทธไว้ต้านทานกิเลสในใจของตนไง
ในใจของตนมันล้น ล้นฝั่ง ตัณหาความทะยานอยากล้นฝั่ง ล้นอยู่อย่างงั้นน่ะ ไม่มีอะไรจะต้านทานมันได้ไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้อาวุธไว้ต้านทานมันไง ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ รั้วรอบขอบชิด แล้วรั้วรอบขอบชิดนะ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นตามความเป็นจริงไง
ถ้าตามความเป็นจริง ทำความสงบของใจให้ได้ๆ ไม่ต้องไปหวังเอาอาวุธยิ่งใหญ่มาจากไหน อาวุธนี้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานไว้ให้แล้ว แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เราน่ะรู้แจ้ง รู้แจ้งทั้งนั้นน่ะ
สิ่งที่ยังล้มลุกคลุกคลาน สิ่งใดที่ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันของเราเพราะมันไม่รู้จริง มันรู้จำ รู้จากศึกษาค้นคว้า ศึกษาค้นคว้ามาขนาดไหนมันก็เป็นความจำ ถ้าเป็นความจริงนะ ไอ้รู้จำจบ ความจริงเป็นอย่างนี้ สัมมาสมาธิเป็นแบบนี้ แล้วเป็นสมาธิแล้วไม่ติดสมาธิด้วย ถ้าติดสมาธินะ มันไม่มีโอกาสก้าวเดินต่อไป
เวลาทำสมาธิได้ ปุถุชน กัลยาณชน ปุถุชนคนหนาล้มลุกคลุกคลาน ล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้น ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธินะ รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร ใช้ปัญญาใคร่ครวญมันเห็นโทษ พอเห็นโทษมันก็เท่าทันความคิด เท่าทันความคิด ความคิดมันหยุดคิด หยุดคิดเดี๋ยวมันก็คิดอีก คิดอีกก็ใช้ปัญญาต่อเนื่องไป เพราะอะไร เพราะมันจะเป็นแนวทางของพระสารีบุตรไง ปัญญาวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติมันใช้สติปัญญาใคร่ครวญเท่าทันอารมณ์ของตน แล้ววางอารมณ์ของตน ตัวเองเป็นอิสระ ตัวเองเป็นอิสระถ้ามันเห็นอารมณ์อีกมันจับ เห็นธรรมารมณ์ ทำไมเป็นธรรมารมณ์ล่ะ เพราะจิตมันหยุด มันเป็นสัมมาสมาธิ หยุดมันมีกำลัง พอจับมันก็เป็นธรรม
แต่โดยธรรมชาติเราก็คิดเหมือนกัน คิดแล้วทุกข์เกือบตาย เพราะอะไร มันคิดเป็นโลกไง มันคิดเป็นทางกิเลสไง แต่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป หยุด หยุดคือจิต ความคิดคืออารมณ์ มันไม่เสวย เห็นไหม พอมันเสวยมันก็เป็นความคิดไป
แต่เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนมีความชำนาญ มันเท่าทัน มันจะคิดหรือมันจะหยุดคิดรู้หมด ถ้ารู้หมดขึ้นมา แล้วมันรู้หมดแล้วถ้ายังไม่เห็นสติปัฏฐาน ๔ แล้วทำอย่างไรต่อไป
ก็กำหนดพุทโธต่อเนื่องไป ต่อเนื่องให้มันมีกำลัง พอจะกำหนดพุทโธมันคิดอีกแล้ว ถ้าไม่กำหนดพุทโธมันก็ไม่คิด เวลากำหนดพุทโธมันก็จะคิดอีก เพราะอะไร เพราะมันต่อต้านมันทั้งนั้น นี่ฤทธิ์เดชของกิเลสทั้งนั้น
แต่ถ้าเราเท่าทันมัน พอเท่าทัน ถ้ามันหยุด เรารู้เราเห็นหมดล่ะ แล้วถ้ามันน้อมไป ถ้ามันจับต้องได้ เวลามันจับต้องได้ เรือบรรทุกเครื่องบินมันเห็นข้าศึก มันส่งเครื่องบินขึ้นเลย ถ้าจิตมันหยุด ถ้ามันจับอารมณ์ได้ มันเห็นกองทัพธรรมกับกองทัพกิเลสไง
กองทัพกิเลสๆ พญามาร ลูกสาว ๓ คน มันมีลูกมีหลานในใจของตน กองทัพของมัน มันทั้งปลิ้นทั้งปล้อน ทั้งหลอกทั้งลวง ทั้งสร้างภาพ ทั้งทำให้เรา ทั้งอ้างธรรมะ เราก็ติดอยู่อย่างนั้นน่ะ ปฏิบัติเพื่อบูชากิเลส ไม่มีสิ่งใดเป็นผลประโยชน์กับเราเป็นชิ้นเป็นอันเลย
จิตสงบแล้วเรามีความสุขของเรา จิตสงบแล้ว เออ! จิตสงบ แต่นี้คือสมาธิ นี้คือสมถกรรมฐาน นี่จะยกขึ้นสู่วิปัสสนา เวลาถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันจับต้องได้ มันเห็นกิเลส เห็นไหม
จากที่เราคิด อารมณ์กับจิตเราไม่รู้ไม่เห็นของมัน แต่เวลาจิตมันสงบแล้วมันเห็นอารมณ์ มันจับ กับที่เป็นปุถุชนนะ เวลาเสวยนี่มันคิด ไม่เห็นลักษณะอะไรทั้งสิ้น แต่เวลาจิตมันสงบ เวลามันคิด มับ! มันจับได้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น
ถ้ามันจับของมันได้นะ จับได้แล้วเริ่มต้นจะแยกแยะด้วยสติปัญญาอย่างใด อารมณ์เรานี่ ถ้ามีสติมันจับอารมณ์ได้ อารมณ์คือความคิดไง ความคิดที่ไม่ใช่จิต ที่เกิดจากจิตนี้
จิตนี้เป็นผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้คืออารมณ์ที่เกิดขึ้น มันก็เป็นอารมณ์ความรู้สึกทั้งนั้น ถ้ามันจับของมันได้นะ เพราะมันจับได้มันถึงแยกได้ไง พอมันแยกได้ อารมณ์ความรู้สึกนี้คือรูป รูป รูปารมณ์ มันสมบูรณ์แบบมันถึงเป็นอารมณ์ความคิดได้
แล้วถ้าเราแยกล่ะ รูปมันมีเวทนา เวทนาคือความรับรู้ เวทนาเกิดขึ้นได้อย่างไร มันมีสัญญา มีสัญญาแล้ว สัญญามันเสวยแล้ว มันคืออะไรต่อ มันก็เป็นสังขารปรุง มันมีวิญญาณ วิญญาณในขันธ์ ๕ วิญญาณจิต ความคิดเกิดจากจิตไม่ใช่จิต ถ้ามันคิดอันหนึ่งมันก็มีความรับรู้ มีวิญญาณในขันธ์อันหนึ่ง วิญญาณอย่างหยาบ เวลาสติปัญญามันแยกออก ถ้ามันจับได้มันแยกๆ ความคิด เอ๊อะๆ อ๊ะๆ คิดไม่ได้หรอก แล้วคิดไม่ได้มันก็รู้ไง
เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นกอง เห็นไหม เป็นกอง เวลามันแยก
จากทีแรก ความคิดคืออะไร แล้วมันคิดได้อย่างไร คิดมาจากไหน คิดเพื่ออะไร ไม่ทันน่ะ
เวลามันคิดทัน ปัญญามันจะเกิดแล้ว ปัญญามันจะเกิด มันจะเกิดขึ้นมาเพราะอะไร ปัญญามันจะเกิดขึ้นมาเพราะมันมีสมถกรรมฐานไง เพราะมีสมาธิเป็นกำลังไง
แต่ถ้าไม่มีสมาธิเป็นกำลัง เหมือนทางโลก คิดเหมือนกัน คิดเหมือนโลก คิดเป็นตัวเป็นตน คิดเป็นเรา มันก็เหมือนกับเราศึกษาจากทางโลก มันศึกษาเพื่ออารมณ์ความรู้สึก เพื่อความโลภ ความโกรธ ความหลง
แต่ถ้าเราใช้ภาวนามยปัญญามันเป็นทางธรรม ทางธรรมเพื่อจะแยกจะแยะ ไม่ต้องไปแยกแยะใคร แยกแยะความเกิดดับ อารมณ์ที่เกิดขึ้นจากจิตที่มันเกิดเป็นความคิดนี่แหละ ถ้ามันจับของมันได้ นี่ไง ถ้าสติปัญญาอย่างนี้มันจะเป็นปัญญาวิมุตติ ปัญญาวิมุตติมันจะเห็นอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป เพราะอะไร
เพราะถ้ามันละเอียดขึ้นไปมันจะเป็นมหาสติ มันละเอียดซับซ้อน มันลึกลับซับซ้อนจนมันไม่รู้ไม่เห็น แล้วรู้ไม่ได้ รู้ไม่ได้คือค้นคว้าหากิเลสที่ละเอียดในใจของตนขึ้นมากำจัดไม่ได้
แต่ถ้าฝึกหัดปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้น พอเริ่มต้นถ้ามันรู้มันเห็นของมัน ถ้ามันจับของมันได้ ถ้ามันพิจารณาของมันได้ เวลามันปล่อย โว้ว! ทุกข์เจียนตาย เวลาปฏิบัติเริ่มต้นนะ กว่าเราจะตั้งลำของเราได้ คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ ทำสมาธิไม่เป็นก็ไม่รู้ว่าใจมันคืออย่างไร เวลาทำสมาธิเป็นขึ้นมาได้ จิต สัมมาสมาธิคือจิต คือใจ ร่างกายก็ส่วนร่างกาย เวลาถ้ามันร่างกายส่วนร่างกาย เวลามีสติมีปัญญาใคร่ครวญ เห็นไหม ทุกข์กาย ทุกข์ใจ
ทุกข์กายก็หิวข้าว ทุกข์กายก็เจ็บไข้ได้ป่วย ทุกข์ใจๆ มันไม่พอใจ มันอึดอัดขัดข้อง นี่ทุกข์กาย ทุกข์ใจ มันแยกได้เลยนะ มันจะรู้เลยนะ อ๋อ! นั่นทุกข์กาย ไอ้นี่ทุกข์ใจ ใจกังวลมันจะเป็นความทุกข์ เพราะมันจับได้ มันจับได้ มันรู้ได้ มันเห็นได้ ถ้ามันจับได้ มันรู้ได้ มันเห็นได้ เวลามันพิจารณา วิปัสสนาคือไตรลักษณ์ คือการขยาย คือความให้รู้ เพราะอะไร
เพราะอวิชชาคือความไม่รู้ คือพญามาร แล้วเราก็ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจบหมด รู้แบบนั้นทรงจำ เห็นชัดๆ ความทรงจำอย่างนั้น ความศึกษาอย่างนั้น การใช้สติปัญญาอย่างนั้นคือศึกษาทางวิชาการ แต่เวลาจะฝึกหัดทางวิชาการมันก็จะมาสร้างภาพๆ ก็วางไว้ ทำความสงบของใจให้ได้ ทำความสงบของใจ
ในกลุ่มแนวทางประพฤติปฏิบัติหลายแนวทางจะบอก “ไอ้พวกพุทโธๆ ไอ้พวกอานาปานสติ ไอ้พวกนี้มันจะเกิดสมถะ ไอ้พวกนี้ไม่มีสติปัญญา ไอ้พวกนี้ไม่มีปัญญา”
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราเป็นพระอรหันต์หมดเลย แล้วไม่ได้สอนสมาธิ สอนอริยสัจ สอนศีล สอนสมาธิ สอนปัญญา แต่สมถกรรมฐาน สิ่งที่ความเป็นพื้นฐานๆ ในใจนี้ ถ้าผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติจะเห็นคุณค่า สมาธิพื้นฐานมันจะเป็นพื้นฐาน เป็นสมถกรรมฐาน สมถกรรมฐานมันจะยกขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐาน
ถ้าไม่มีสมถกรรมฐาน มันเป็นความคิดปกติ เป็นความคิดโลก เป็นความคิดสามัญสำนึกทั้งนั้นน่ะ เป็นความคิดที่โดยทั่วไปว่า “ฉันเป็นชาวพุทธ ฉันเป็นพุทธที่ทะเบียนบ้าน เรื่องพระพุทธศาสนาฉันเข้าใจหมดเลย ฉันรู้ทั้งนั้น”...ทำสมาธิไม่เป็น แม้แต่ผู้ที่ปฏิบัติเหมือนกัน เพราะทำสมาธิไม่เป็น สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งพื้นฐานของตนไม่เป็น
เพราะเวลาครูบาอาจารย์ หลวงปู่มั่นๆ “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร” ท่านถามตรงนี้เลย เพราะท่านบอกว่า มนุษย์เกิดมาเป็นมนุษย์ศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเป็นฝ่ายฆราวาส ถ้าเป็นพระๆ ขึ้นมา โดยธรรมชาติของชาวพุทธต้องรู้จักศีล ๕ เวลาครูบาอาจารย์ท่านเทศนาว่าการไง ไอ้เรื่องศีลไม่ต้องไปพูดถึง เพราะศีลนี้มันเป็นสมบัติประจำหัวใจของชาวพุทธอยู่แล้ว แล้วเวลาจะฝึกหัดปฏิบัติทำความสงบของใจเลย
เรื่องศีลเรื่องหนึ่งไง เทศนาว่าการจะไปพรรณนาเรื่องศีลอีกร้อยแปดพันเก้า แล้วเวลาพรรณนาเรื่องศีลมันก็เป็นเรื่องจริตนิสัย เรื่องความถนัดของแต่ละบุคคล ถ้าทำความสงบของใจมันก็เป็นกรรมฐาน ๔๐ ห้องไง มันถึงต้องมีอุบาย มีอุบาย มีเทคนิคของแต่ละบุคคล
ถ้ามีอุบาย มีเทคนิคของแต่ละบุคคล เวลามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ถ้ามันสงบแล้วให้มีสติปัญญาเท่าทัน แล้วควบคุมรักษา ถ้าไม่มีการควบคุมรักษา ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ จิตมันจะสงบระงับได้ด้วยคำบริกรรม ด้วยกรรมฐาน ๔๐ ห้อง ถ้าจิตมันสงบระงับแล้วชำนาญในวสี
เวลาฝึกหัดปฏิบัติไม่มีวาสนานะ ทำสมาธิไม่ได้ ไม่มีวาสนานะ ติดในสมาธิ ถ้ามีวาสนานะ ฝึกหัดใช้ปัญญา
ทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเอง นั่นก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง
“ทำสมาธิๆ เดี๋ยวปัญญาจะเกิดเองเลย”
นี่มันก็เข้ากับที่ว่าทำสมาธิไม่เป็น เพราะทำสมาธิไม่เป็นมันคิดไปเอง จินตนาการไปเอง พอจิตมันสงบสุขนิดหน่อย สงบสุขโดยธรรมชาติของมัน มันก็ว่าใช้สติใช้ปัญญาไปเลย มันก็วนอยู่ในสุตมยปัญญา วนอยู่ในสามัญสำนึกอยู่อย่างนั้นน่ะ
แต่ถ้าฝึกหัดให้มันมากขึ้น อย่าเพิ่งคิด อย่าเพิ่งพิจารณา ทำความสงบของใจก่อน พอทำความสงบของใจก่อน พอใจสงบมันก็แตกต่างกันแล้ว
จริงๆ มันก็มีเหตุผลที่ขัดแย้งกัน เหตุผลที่ว่า ถ้ามันพอมีความสงบก็ใช้จินตนาการไปเลย มันก็เป็นปัญญาไปเลย นั้นมันเป็นความเคยชิน แล้วก็อยู่อย่างนั้นเป็นตรรกะที่เชื่อกันอย่างนั้น แต่เวลาเชื่อกันอย่างนั้น ถ้ามีสติปัญญามันรู้ เอ๊ะ! มันไม่มีอะไรเจริญก้าวหน้านี่ มันไม่มีอะไรเป็นความจริงนี่
ถ้าจะทดสอบ ทำสมาธิให้มากขึ้น เออ! ต่างแล้ว แต่ไม่ติดอีกนะ พอทำสมาธิมากขึ้นแล้วบอกว่าสมาธิจะเกิดปัญญาเอง
มันจะเกิดได้อย่างไรล่ะ มันเกิดที่ไหนล่ะ เพราะมันยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้ไง สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ เวลามันจะฝึกหัดใช้ หลวงตาท่านพูดต้องฝึกหัด ถ้าฝึกหัดเริ่มต้นมันจะเป็นวิปัสสนาอ่อนๆ ถ้ามันอ่อนมันก็เหมือนหน่อพุทธะ
จิตใจของเราเป็นนามธรรม คนเกิดมามีกายกับใจ ร่างกายร่างนี้ก็เหมือนเรือลำหนึ่ง มีจิตใจที่จะพาร่างกายนี้เข้าสู่พาดกระแส เข้าสู่ฝั่ง ถ้ามันเข้าสู่ฝั่งได้มันก็เป็นข้อเท็จจริงอันนั้นไง
ถ้ามันมีกายกับใจๆ เวลาจิตใจที่มันสงบสุขไง ถ้าจิตใจที่ทำสัมมาสมาธิได้มีความสงบสุข ถ้ามีความสงบสุข ว่าปัญญามันจะเกิดเองๆ แล้วมันจะเกิดเมื่อไหร่ แล้วมันจะเกิดอย่างไร แล้วมันไม่เกิดไง แต่ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเรา วิปัสสนาอ่อนๆ ก็เริ่มฝึกหัดให้มันใช้ปัญญาได้
ถ้าวิปัสสนาอ่อนๆ แล้วถ้ามันอ่อนแล้วถ้ามันใช้ให้มันคล่องตัว ให้มันดำเนินการไป สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานก้าวเดินไปด้วยกัน ก้าวเดินไปด้วยกันถ้าใช้สติปัญญาไปเลย มากจนเกินไปมันก็เป็นสัญญา แล้วถ้าไม่ฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญามันจะเกิดได้อย่างไร
ถ้าเราเกิดได้แล้ว เวลามันมีการฝึกหัดมีการกระทำขึ้นมา มันฝึกหัดระหว่างสัมมาสมาธิก็ต้องดูแลรักษา เวลาปัญญาๆ ภาวนามยปัญญา ถ้ามันมีกำลังของมัน มันถึงจะเป็นภาวนามยปัญญา ถ้ากำลังของมันอ่อนแอลงมันจะเป็นสัญญา สัญญาแล้วถ้ามันทำอะไรไม่ได้มันก็เป็นกรรมฐานม้วนเสื่อ
ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไม่ได้ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไม่เป็น ผู้ที่ปฏิบัติแล้วล้มลุกคลุกคลานม้วนเสื่อ มันอยู่ที่วาสนาของคนไง
ถ้ามีวาสนานะ มันไม่มีการท้อแท้ จะล้มลุกคลุกคลานขนาดไหนก็เริ่มต้นใหม่ ทำแล้วมันไม่ได้ผลประโยชน์ขึ้นมาก็จะเริ่มต้นของเรา
ถ้าไม่เริ่มต้นนะ ไม่มีสติปัญญานะ มันก็จะไปกำเนิด ๔ ในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะอีก รอบนี้พอแล้ว รอบนี้ถ้าฝึกหัดปฏิบัติจะเอาความจริงนี้ ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไม่ได้หลักได้เกณฑ์มันจะมีรอบ
เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย เพียงแต่ว่ามีบุญมีกุศลเกิดสุขหน่อย เกิดแล้วไม่ทุกข์จนเข็ญใจจนเกินไปเท่านั้น ถ้าทำบุญกุศลขึ้นมาด้วยความสนิทใจ ด้วยความเสมอภาค เป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม หมดอายุขัยก็เวียนกลับมา
ถ้าไม่เอาจริงเอาจังมันก็จะไปรอบใหม่ ถ้ามันเสื่อมขนาดไหน เราเห็นคุณค่า เราจะเอา ไม่ต้องรอบใหม่ รอบนี้ก็ทุกข์จนเข็ญใจพอแรงแล้ว เอารอบนี้ เอารอบนี้ ถ้ามันจะเสื่อม มันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เราก็พยายามทำของเราให้มันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เป็นชิ้นเป็นอันคือมันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก คือเป็นที่จิต
เวลาฝึกหัดปฏิบัติ เห็นไหม มันไปไหนมันเหมือนลอยไป มันมีความสงบสุข มันมีความสงบสุข มีความสงบในใจ แต่ต้องมีสตินะ การดูแล การรักษา
การฝึกหัดปฏิบัติ การแข่งขันเรื่องหนึ่ง แต่การจะรักษาสถานะนั้นอีกเรื่องหนึ่ง ฉะนั้น การรักษาสถานะแล้วต่อเนื่องขึ้นไปจนมันเป็นข้อเท็จจริงในใจของตน เห็นไหม มันจะเห็นการกระทำระหว่างกองทัพธรรมกับกองทัพกิเลส
กองทัพกิเลส กิเลสเป็นธรรมชาติ กิเลสอยู่ที่ฐีติจิต อยู่ที่จิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ อยู่ที่ควบคุมจิตมาตลอด แต่การเกิดเป็นมนุษย์มีกายกับใจๆ แล้วได้ศึกษาพระพุทธศาสนา
เวลาทางโลกทำงานเกือบตาย เบลอไปหมดเลยสมองน่ะ แต่วิปัสสนาอยู่ที่ใจ ไม่ใช่สมอง สมองทิ้งมานานแล้ว สมองทิ้งมาตั้งแต่เป็นสัมมาสมาธิ สมองทิ้งมาตั้งแต่เป็นสมถกรรมฐาน ยกขึ้นสู่วิปัสสนาคือภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากจิตไม่ใช่เกิดจากสมองเด็ดขาด เกิดจากจิต เกิดจากปัจจุบัน เกิดจากการกระทำ ขณะ ปัจจุบันขณะ ขณะที่มันเป็น เป็นชั้นเป็นตอน เป็นความมหัศจรรย์ เป็นเหมือนเรือบรรทุกเครื่องบินเลย มีพร้อมทุกอย่าง กองเรือยังดูแลรักษาด้วย รักษากลัวขีปนาวุธมันเข้ามาทำลาย
กิเลสมันจะทำลาย ทำลายทุกๆ อย่างที่จะเป็นธรรม แต่เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา เราจะประพฤติปฏิบัติของเรา แล้วถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงนะ วิหารธรรม พญามารเข้าไม่ถึง ทุกอย่างจะควบคุมไม่ได้ ชีวิตที่ทุกข์ยาก ชีวิตที่ตรากตรำ ตรากตรำต่อเมื่อเป็นความเพียรชอบ ถ้าชอบธรรมแล้ววิหารธรรม ประพฤติปฏิบัติเพื่อความปกติสุข ประพฤติปฏิบัติเป็นสติวินัย เพื่อความสุขจากใจดวงนี้ เอวัง